20 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อ AI คือดาบสองคม: สรุปประเด็นจากเวทีเสวนา "การรับมือภัยออนไลน์ในยุค AI"

จาก "ความกลัว" สู่ "ภูมิคุ้มกัน"

seminar-summary-how-to-prevent-AI-scams-1

ในยุคที่ AI ไม่ได้แค่ช่วยทำงาน แต่เริ่ม "ปลอมเป็นคนที่เรารู้จัก" หรือ "สร้างภาพหลอกลวง" ได้เนียนจนน่ากลัว ภัยคุกคามออนไลน์จึงไม่ได้มีแค่ไวรัสคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่คือการโจมตีทางด้านจิตใจและหวังผลในทรัพย์สิน

THNIC ในฐานะภาคีเครือข่าย เราได้สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากงานเสวนา ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศทั้ง DSI, อัยการ, กรมสุขภาพจิต, HUG Project และแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta (Facebook) และ TikTok มาฝากกันครับ

seminar-summary-how-to-prevent-AI-scams-2

seminar-summary-how-to-prevent-AI-scams-2

1. ภัยเงียบรูปแบบใหม่: การใช้ AI สร้างข้อมูลบิดเบือนที่แนบเนียนและรวดเร็ว

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่แค่การแฮ็กระบบ แต่คือการใช้ AI สร้างเนื้อหาหลอกลวง (AI-Generated Content):

  • Deepfake & Voice Cloning: มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงหรือหน้าตาเป็นคนในครอบครัวเพื่อหลอกโอนเงิน หรือหลอกถามรหัสผ่าน
  • Sextortion & CSAM: AI ถูกใช้สร้างภาพลามกอนาจารเด็ก (CSAM) หรือตัดต่อภาพบุคคลทั่วไปให้เสียหาย โดยที่เหยื่อไม่ได้ทำอะไรผิดเลย
  • ความรวดเร็วคืออาวุธ: ในเวลาเพียง 3 วินาที AI สามารถช่วยให้มิจฉาชีพหลอกคนได้เป็นแสนคนทั่วโลก ทำให้การป้องกันทำได้ยากขึ้น

2. "ความไร้พรมแดน" คืออุปสรรคใหญ่ของการบังคับใช้กฎหมาย

ประเด็นท้าทายที่หน่วยงานรัฐอย่าง DSI และอัยการต้องเผชิญคือ:

  • คนร้ายตัวจริงไม่อยู่ในไทย: อาชญากรรมไซเบอร์มักกระทำข้ามพรมแดน กฎหมายไทยมีอำนาจจำกัด และกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนในอาเซียนอาจใช้เวลาถึง 2 ปี
  • การสูญหายของพยานหลักฐานดิจิทัล: แพลตฟอร์มออนไลน์มักถูกลบข้อมูลทิ้งทันทีที่คนร้ายรู้ตัว หรือเมื่อเหยื่อโพสต์เตือนภัย ทำให้การสืบหาตัวผู้กระทำผิดจากร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ทำได้ยากมาก

3. ทางออก: ปรับเปลี่ยนทัศนคติจาก "ความกลัว" สู่ "ความรู้เท่าทัน"

การห้ามหรือขู่ให้กลัว (Fear-based teaching) ใช้ไม่ได้ผลกับเด็กยุคใหม่ ผู้เชี่ยวชาญแนะแนวทางดังนี้:

  • สร้างภูมิคุ้มกัน (Resilience): แทนที่จะแค่ป้องกัน ต้องสอนให้เด็กและผู้ใช้งานมีความเข้มแข็งทางใจและทักษะดิจิทัล เพื่อให้รู้ทันและจัดการปัญหาได้เมื่อเผชิญเหตุ
  • Safety by Design: แพลตฟอร์มต้องออกแบบความปลอดภัยมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือนักพัฒนาเกมรายเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงก่อนที่ภัยจะถึงตัวผู้ใช้
  • หยุดถามว่า "ทำไม": เมื่อเกิดเหตุกับเยาวชน การสื่อสารเชิงลบหรือการตั้งคำถามว่า "ทำไมถึงทำแบบนั้น" จะทำให้เยาวชนเกิดความรู้สึกดและปิดกั้น ควรเปลี่ยนเป็นการรับฟังเพื่อสร้างความไว้ใจ

บทบาทของ .th ในสมรภูมิความน่าเชื่อถือ (Trust)

จากปัญหา "การระบุตัวตนไม่ได้" (Anonymity) ของมิจฉาชีพที่ใช้บัญชีปลอม หรือร้านค้าออนไลน์ทิพย์ที่ DSI พบเจอจำนวนมหาศาล นี่คือจุดที่ THNIC และโดเมน .th เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย":

  1. ตัวตนที่ตรวจสอบได้: การจดโดเมน .th เช่น .co.th หรือ .in.th ที่ต้องใช้การยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน, หนังสือรับรองนิติบุคคล, เครื่องหมายการค้า หรือ ThaiD) ทำให้มิจฉาชีพไม่กล้าใช้ เพราะสามารถสืบสาวถึงตัวตนได้ทันที
  2. ลดความเสี่ยงการถูกปลอมแปลง: เว็บไซต์ที่ลงท้ายด้วย .th เป็นเครื่องหมายการันตีเบื้องต้นว่า "มีตัวตนจริง" เปรียบเสมือนเครื่องหมาย “ติ๊กถูก” บน Social Media ซึ่งแตกต่างจากลิงก์ หรือ QR Code ที่มิจฉาชีพส่งมาทาง SMS หรือ Social Media
  3. สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค: ในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถสร้างข้อมูลจำลองที่แนบเนียนจนยากจะแยกแยะ "ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา" (Source Credibility) คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การเลือกใช้ชื่อโดเมน .th จึงเป็นทั้งกลไกเชิงเทคนิคและเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยให้ผู้บริโภคคัดกรองแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง และลดโอกาสการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

สิ่งที่คุณทำได้ทันที

  1. สงสัยให้เช็ค: หากพบร้านค้า หรือธุรกรรมต้องสงสัย โทรเช็คที่ สายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. ตั้งสติก่อนคลิก: อย่าเชื่อ Profile รูปหล่อสวย หรือวิดีโอคอลที่ดูแปลกๆ เพราะอาจเป็น AI
  3. เลือกความชัวร์: สำหรับผู้ประกอบการ การใช้ .th คือการประกาศว่าคุณคือ "ตัวจริง" ช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ลูกค้า และช่วยคัดกรองมิจฉาชีพออกจากระบบนิเวศอินเทอร์เน็ตไทย
Call-To-Action
เพิ่มโอกาสการเข้าถึงคุณ
ด้วยชื่อโดเมน .th
สมัครชื่อโดเมนของคุณ!
แชร์บทความนี้

บทความ


ข่าวและกิจกรรม

ให้ธุรกิจคุณได้มากกว่า